-
โดเมนเนม หรือ ชื่อเว็บไซต์ เช่น Aspthai.com
-
เว็บโฮสติ้ง ( web hosting ) สำหรับเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์
-
เนื้อหาของเว็บไซต์ ( web content , web application )
เมื่อคุณต้องการมีเว็บไซต์ของตนเอง 3 สิ่งนี้คือสิ่งจำเป็น หากมีครบถ้วนคุณสามารถเปิดเว็บไซต์ได้ทันที ส่วนเพิ่มเติมที่ควรจะมีคือ ผู้ดูแล คนที่จะคอยมาอัพเดตเว็บไซต์ของคุณ จะจ้างเป็นแบบพนักงานประจำ หรือจ้างคนทำเว็บที่เขารับอัพเดตก็แล้วแต่
เรื่องเนื้อหาตรงนี้ลูกค้าต้องมีไว้ให้ ผู้จัดทำไม่สามารถรู้ได้ว่าบริษัทของคุณทำอะไร มีสินค้าอะไร โดยทั่วไปเวลาผมไปรับงาน ส่วนมากลูกค้าจะส่งโบรชัวร์ให้ดู หากบริษัทเคยลงโฆษณาทีวีนี่ยิ่งสบาย เพราะจะรู้ขั้นตอนโฆษณา เหมือน ๆ กันไม่ต่าง เป็นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ คุยกันง่ายมาก บางที่พาเดินชมบริษัทกว้างเป็นไร่ ๆ ทั้งที่ผมอาจไม่ต้องรู้บางส่วน แต่ก็เต็มใจพาผมเดินจนทั่ว เพื่อให้รู้จักบริษัทของเขาให้มากที่สุด บางอย่างถือว่าปรกติเขาจะไม่พูดให้ฟังกัน ก็เล่าให้ผมฟัง ได้รู้อะไรในหลายธุรกิจมากทีเดียว
หากผู้จัดทำได้รู้จักตัวบริษัทของคุณ สินค้าหรือบริการของคุณ เขาอาจจะนำเสนอในอีกมุมหนึ่งที่คุณอาจไม่ได้นึก ไม่ได้เตรียมไว้ ส่วนใหญ่เวลาไปรับงานด้านนี้ ผู้ที่ผมจะไปติดต่อด้วยเป็นผู้บริหารซะส่วนมาก เป็นเจ้าของก็มี ผู้ถือหุ้น กรรมการก็มี เป็นระดับบริหารทั้งนั้น และสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งดีที่ผู้บริหาควรจะมี คือ เปิดโอกาสให้ผู้จัดทำมีโอกาสเข้าไปรู้จักตัวบริษัทได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
เรื่องเนื้อหาข้อมูลของเว็บไซต์นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เจอบ่อยว่ามีปัญหา หลาย ๆ บริษัทไม่สามารถสื่อสาร หรือนำเสนอความเป็นตัวเองออกมาได้ ผมถามว่าบริษัททำอะไร ก็ตอบแบบง่าย ๆ สั้น ๆ ไม่มีการอธิบาย การนำเสนอเพื่อให้เข้าถึงบริการหรือสินค้าได้ ต้องอาศัยดูโบรชัวร์ไปพลาง ๆ หรือแม้แต่การแบ่งหมวดเมนูของเว็บไซต์ ก็ติดปัญหา เลยอยากจะแนะให้คร่าว ๆ สำหรับเว็บบริษัทควรจะมี ดังนี้ หน้าแรก (home) , เกี่ยวกับเรา (about us) , สินค้า (product) , บริการ (service) , ติดต่อเรา (contact) ซึ่งเว็บบริษัทควรมีอย่างน้อย 5 หน้าครับ
บางทีมีลูกค้าให้ทำเว็บไซต์ 2 หน้า ผมจะไม่รับทันที ไม่ใช่เย่อหยิ่งถือดี งานน้อยไม่ใส่ใจ แต่ไม่อยากให้ทำเพราะมันจะไม่คุ้มค่ากับตัวคุณเอง เวลาที่เราคิดจะเข้าไปดูรายละเอียดของบริษัทใด ๆ ก็ตาม ต้องหวังไว้ว่าบริษัทคงมีความพร้อมในการนำเสนอ ไม่ใช่เข้าไปมีแต่รูปสินค้ากับรายละเอียดแค่ 2 ประโยค แทบไม่ได้อะไรเลย รวมถึงภาพลักษณ์ว่า บริษัทนี้ไม่มีอะไรจะนำเสนอล่ะสิ แสดงว่าเล็ก ๆ ไม่ทำธุรกิจด้วยดีกว่า
สำหรับเว็บบริษัท เป็นเว็บ Present ลูกค้าเฉย ๆ เนื้อหาของคุณจบแค่นี้ครับ
=======================================================
ตั้งแต่ส่วนนี้สำหรับเว็บ E-commerce
ถ้าทำแบบข้างต้นนี้จะไปมีลูกค้าได้อย่างไร โดยเฉพาะ เว็บ ecommerce ราคาก็ไม่แสดง กลัวคนอื่นจะรู้ราคา กลัวโดนขโมยไอเดีย สุดท้ายกลัวไม่มีลูกค้า พูดตรง ๆ ก็คือ คุณเก็บไว้ดูคนเดียวดีกว่าครับ กลัวคู่แข่งมาแอบขโมย กลายเป็นลูกค้าเองก็ได้ข้อมูลไม่มาก เสียลูกค้าไปอีก
ลูกค้า ecommerce เป็นประเภทขอดูรายละเอียดทั้งหมดตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ( กรณีขายไปต่างประเทศและขายปลีก ) คุณต้องจูงใจเขาให้ได้ ณ.ตอนนี้ ถ้ารอให้สนใจแล้วโทรไปหา เขาจะไม่โทรและไม่ซื้อของคุณไปเลย เป็นส่วนน้อยมากที่จะติดต่อไป เพราะในเมื่อเป็นร้านออนไลน์ ควรจะทำอะไรได้แบบ Realtime ไม่ใช่ต้องการติดต่อแบบ offline กันอีก คุณต้องปิดการขายให้ได้เดี๋ยวนั้น คือ ลูกค้าต้องรู้เกี่ยวกับสินค้าตอนนั้นจนได้ข้อมูลเพียงพอ และเขาจะซื้อในทันที ถ้าหลังจากนี้ไม่ซื้อแล้ว แต่ถ้าขายในไทยผมเองก็ชอบโทรไปหาร้านก่อน เพราะไม่ไว้ใจ อาจมีโกงกันได้ง่าย ๆ
และเมื่อเขาจากคุณไปแล้วด้วยอารมณ์ในแง่ลบ โอกาสที่เขาจะกลับมาอีกแทบเป็น 0 เพราะเว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอัพเดตวิธีให้บริการ อย่างมากอัพเดตตัวสินค้า ถ้าสินค้าคุณอัพเดตใหญ่เลย มาเรื่อย ๆ แต่บริการเหมือนเดิม วิธีนำเสนอเหมือนเดิม เข้าเว็บคุณเขาก็เจอเหมือนเดิม ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีรายละเอียดใด ๆ เสียอารมณ์เหมือนเดิม จะเข้ามาอีกทำไมล่ะ
คุณอาจจะบอกว่า ก็ตอนนี้ปรับกลยุทธ์แล้ว เปลี่ยนวิธีแล้ว ตอนนี้แสดงรายละเอียดเพียบเลย ในส่วนของลูกค้าใหม่คุณก็ขายได้ แต่ลูกค้าเดิมที่มองเว็บไซต์คุณในแง่ลบล่ะ ถ้าจะดึงกลับมาก็ลำบากพอควร เหมือนกับการตลาดว่า "แบรนด์ที่ถูกมองในแง่ลบ จะทำให้เป็นแง่บวก ยากกว่าการสร้างแบรนด์ใหม่" เพราะคุณติดลบอยู่ ในขณะที่แบรนด์ใหม่เป็น 0 การแก้ไขตัวติดลบมันต้องทำให้เป็น 0 ก่อนค่อยเป็นบวกได้ บางบริษัทถึงกับสร้างแบรนด์ใหม่กันไปเลย ดังนั้นอย่าทำให้แบรนด์เสียแต่ต้นจะดีกว่า
และโดยเนื้อหาละเอียดของทั้ง 3 ส่วนข้างต้น จะเขียนเป็นเนื้อหาแยกต่างหากของแต่ละส่วน เพราะเนื้อหาเยอะมาก จะอธิบายแต่ละส่วนแบบเจาะลึกในบทความต่อ ๆ ไป
อีกเรื่องที่อยากให้คำนึงกันหน่อยในกรณีสำหรับร้าน E-commerce คือเรื่องของงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ อยากให้คิดถึงส่วนนี้เผื่อไว้ด้วยครับ แล้วจะพูดถึงเรื่องนี้อีกที
By Smilephp.com
Knowledge Corner Staff
|